แผ่นซีดี
1. ความแตกต่างของแผ่นปั๊ม(Replication)
กับ แผ่นไรท์ ( writeหรือ Duplication )
รายละเอียด |
แผ่นปั๊ม
(Replication) |
แผ่นไรท์ (
writeหรือ Duplication ) |
รูปแบบการผลิต |
ต้องใช้แม่พิมพ์
โดยทำการผลิตแม่พิมพ์ขึ้นมาก่อน มีลักษณะคล้ายๆ
ซีดีแผ่นใหญ่ๆ เรียกว่า Stamper และใช้แม่พิมพ์ตัวนี้ไปฉีดตัวซีดีขึ้นมาใหม่เลยจากพลาสติก |
นำเอา
CD-R มาไรท์โดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะต้องทำการนั่งไรท์โดยอาศัยแผ่น
CD ต้นฉบับอีกแผ่นหนึ่ง |
คุณภาพของแผ่น |
เป็นการโคลนแผ่นออกมาจากแม่พิมพ์
จึงคุณภาพสูงเท่ากันทุกๆ แผ่น ( ตรวจดูแผ่น
Master ที่จะไปผลิต Stamper ดีๆ ) |
คุณภาพไม่แน่นอน
ขึ้นอยู่กับการไรท์แต่ละครั้ง เครื่องเขียนซีดี
ตัวคุณภาพของแผ่นเปล่า เป็นต้น |
Artwork บนแผ่น
ซีดี |
สามารถเลือกทั้งแบบ
Silk Screen และ Off-Set ( ถ้ามีการไล่ระดับสี
ควรใช้ Offset หากสีมีจำนวนน้อย หรือแบ่งแยกชั้นสีชัดเจน
ควรใช้ Silk Screen |
ใช้สติกเกอร์พิมพ์แล้วแปะบนแผ่น
หรือใช้การพิมพ์อิงค์เจ็ทบนหน้าแผ่น (คุณภาพด้อยกว่า
Silk screen, Off-Set) |
จำนวนในการผลิต/วัน |
300,000
แผ่น/วัน การฉีดแผ่นขึ้นมาจะผลิตซีดีได้เร็วกว่าการไรท์ซีดีในจำนวนมากๆ |
ต่ำกว่า
3,000/วัน (ขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูลในแผ่นด้วย) |
ค่าใช้จ่าย |
เสียค่าสแตมเปอร์เป็นต้นทุนแรก
หลังจากนั้นราคาแผ่นก็จะถูก จึงเหมาะกับการผลิตซีดี
ที่จำนวน 500 ขึ้นไป (ยิ่งผลิตจำนวนมากต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ
) |
ต้นทุน
ต่อหน่วยการผลิตคงที่ ดังนั้นจึงเหมาะกับการผลิตจำนวนน้อยๆ จำนวนไม่ถึง
500 แผ่น ต่อ ต้นฉบับ |
กลับเมนู
2. ความแตกต่างระหว่าง silkscreen
, Offset และ Inkjet บนหน้าแผ่นซีดี
1.
ระบบ offset
เป็นระบบที่ใช้เครื่องจักรในการสกรีน ลงบนแผ่นซีดีหน้าเงิน
ที่ได้จากการปั๊มแผ่นออกมาแล้ว พื้นผิวเนียนเรียบ
เม็ดสีละเอียด จะสังเกตได้จากการลองลูบบนหน้าหน้าแผ่นซีดี
จะพบว่าเรียบสนิท เหมาะสำหรับงานที่อาร์ทเวิร์ค เป็นรูปกราฟฟิค
มีการไล่ระดับ ไล่ชั้นโทนสี หรือพวกรูปภาพ เป็นต้น
* ไม่สามารถสกรีนระบบออฟเซ็ท กับ CD-R ได้ เนื่องจากจะทำให้การไรท์ข้อมูลมีประสิทธิภาพต่ำ
2. ระบบ silkscreen
เป็นระบบที่ใช้เครื่องจักรในการสกรีน
ลงบนแผ่นซีดีหน้าเงิน ที่ได้จากการปั๊มแผ่นออกมาแล้ว
พื้นผิวจะมีมิติ มีความนูนของชั้นสีขึ้นมา
จะสังเกตได้จากการลองลูบบนหน้าแผ่นซีดี จะพบว่าจะนูนๆ
สีจะมีความสด ชัดกว่าระบบออฟเซ็ท เหมาะกับงานที่อาร์ทเวิร์คเป็นสีทีตัดกันชัดเจน
ไม่มีการไล่โทนสี
3.ระบบ inkjet
เป็นระบบที่ใช้ Printer ในการสกรีนลงบนแผ่นซีดี Printable (ซีดีหน้าขาวที่สำหรับพรินท์โดยเฉพาะ) งานจะเหมือนการพรินท์ลงบนกระดาษสำหรับพิมพ์รูป
งานที่ได้ออกมาจะสดสวย ชัดเจน แต่มีข้อจำกัดที่ว่า
งานอิงค์เจ็ท จะไม่ทนต่อน้ำ และความชื้นใดๆ เหมาะสำหรับงาน
ซีดี จำนวนน้อย ที่ต้องการหน้าสกรีนที่มีความสวยงาม
* ไม่สามารถสกรีนระบบออฟเซ็ท
กับ CD-R ได้ เนื่องจากจะทำให้การไรท์ข้อมูลมีประสิทธิภาพต่ำ
กลับเมนู
3. ต้องการทำอัลบั้มเพลงของตัวเองเพื่อจำหน่ายต้องทำอย่างไร
ข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญากับงานผลิตซีดี
งานอันมีลิขสิทธิ์ ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองได้แก่
งาน 9 ประเภท ดังนี้ งานวรรณกรรม (สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์)
งานนาฏกรรม(ท่าเต้น ท่ารำ) งานศิลปกรรม(ภาพเขียน
ภาพวาด) งานดนตรีกรรม (เนื้อร้อง ทำนอง) งานโสตทัศนวัสดุ
(วีดีโอ วีซีดี) งานสิ่งบันทึกเสียง(ซีดี เทป)
งานภาพยนตร์ งานแพร่เสียงแพร่ภาพ (สถานีวิทยุ-โทรทัศน์)
หรืองานอื่น ในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ
ซึ่งผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันที โดยไม่ต้องจดทะเบียน
เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ
ดัดแปลง หรือเผยแพร่ ต่อสาธารณชน งานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หลายประเภทเช่น
งานดนตรีกรรม(เนื้อร้อง ทำนอง) งานสิ่งบันทึกเสียง
งานโสตทัศนวัสดุ(วีดีโอ วีซีดี คาราโอเกะ) หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์คาราโอเกะ การนำงานเพลงมาบันทึกลงในซีดี
หรือวีซีดี เป็นการทำซ้ำงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์
ท่านจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน
เว้นแต่ท่านจะเป็นผู้ประพันธ์เพลงนั้นขึ้นมาเองทั้งหมด
ทั้งเนื้อร้องและทำนอง กรณีการจัดจำหน่ายให้ติดต่อกองทะเบียน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอ ใบอนุญาต จำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์
โทร. 0-2513-0051-5 และให้ติดต่อกรมพัฒนาธุรกิจ
การค้า เพื่อจดทะเบียนพาณิชย์ โทร. 0-2-547-4945
กลับเมนู
4. ศัพท์ ชิ้นงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ดีวีดี (DVD หรือ
Digital Versatile Disk)
เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมสูงสุด
โดยแผ่นดีวีดีสามารถเก็บข้อมูลได้ต่ำสุดที่ 4.7 จิกะไบต์
ซึ่งเพียงพอสำหรับเก็บภาพยนตร์เต็มเรื่องด้วยคุณภาพระดับสูงสุดทั้งภาพและเสียง
(ในขณะที่ CD-ROM หรือ Laser Disk ที่นิยมใช้เก็บภาพยนต์ในปัจจุบันต้องใช้หลายแผ่น)
ทำให้เป็นที่คาดหมายว่าดีวีดีจะมาแทนที่ทั้งซีดีรอม
เลเซอร์ดสิก์ หรือแม้กระทั้งวีดีโอเทป ข้อกำหนดของดีวีดีจะสามารถมีความจุได้ตั้งแต่
4.7 GM ถึง 17 GM และมีความเร็วในการเข้าถึง (Access
time) อยู่ที่ 600 กิโลไบต์ต่อวินาที ถึง 1.3 เมกะไบต์ต่อวินาที
รวมทั้งสามารถอ่านแผ่นซีดีรอมแบบเก่าได้ด้วย และยังมีข้อกำหนด
สำหรับเครื่องรุ่นที่สามารถอ่านและเขียนแผ่นดีวีดีได้ในตัว
ซึ่งกำลังจะออกตามมาต่อไป
ซีดี (Compact Disk -
CD)
เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบดิจิทัล
เป็นสื่อที่มีขนาดความจุสูง เหมาะสำหรับ บันทึกข้อมูลแบบมัลติมีเดีย
ซีดีรอมทำมาจากแผ่นพลาสติกกลมบางที่เคลือบด้วยสารโพลีคาร์บอเนต
(Poly Carbonate) ทำให้ผิวหน้าเป็นมันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็นสายเดียว
(Single Track) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 120
มิลลิเมตร ปัจจุบันมีซีดีอยู่หลายประเภท ได้แก่ ซีดีเพลง
(Audio CD) วีซีดี (Video CD - VCD) ซีดี - อาร์
(CD Recordable - CD-R) ซีดี - อาร์ดับบลิว (CD-Rewritable
- CD-RW) และ ดีวีดี (Digital Video Disk - DVD)
ออปติคัลดิสก์ (Optical
Disk)
มีหลักการทำงานคล้ายกับการเล่นซีดี (CD) เพลง คือ
ใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมาก
มหาศาลในราคาไม่แพงมากนัก
ซีดีรอม (CD-ROM หรือ
Compact Disk Read Only Memory)
แผ่นซีดีรอมจะมีลักษณะคล้ายซีดีเพลงมาก สามารถเก็บข้อมูลได้สูงถึง
650 เมกะไบต์ต่อแผ่น การใช้งานแผ่นซีดีรอมจะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีซีดีรอมไดร์ฟ
(CD-ROM Drive) ซึ่งจะมีหลายชนิดขึ้นกับความเร็วในการทำงาน
ซีดีรอมไดร์ฟรุ่นแรกสุด นั้นมีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่
150 กิโลไบต์ต่อวินาที เรียกว่ามีความเร็ว 1 เท่าหรือ
1 x ซีดีรอมไดร์ฟรุ่นหลัง ๆ จะอ้างอิง ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากรุ่นแรก
เช่น ความเร็ว 2 เท่า (2x) , ความเร็ว 4 เท่า (4x)
เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ ซีดีรอมไดร์ฟที่มีอยู่ในท้องตลาดจะมีความเร็วตั้งแต่สิบเท่าขึ้นไป
ข้อจำกัดของซีดีรอมคือ สามารถบันทึกได้เพียงครั้งเดียวด้วยเครื่องมือเฉพาะเท่านั้ี้น
จากนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้
ซีดีรอมได้รับความนิยมใช้เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำหรับอ่านอย่างเดียวเป็นอย่างมาก
เช่น ซอฟต์แวร์ เกมส์ ปทานุกรม (dictionary) แผนที่โลก
หนังสือ ภาพยนตร์ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์ต่าง
ๆ จะมาในรูปของซีดีรอมเป็นหลัก เนื่องจากสะดวกต่อการติดตั้ง
ลงฮาร์ดดิสก์ ไม่ต้องทำการเปลี่ยนแผ่นบ่อย ๆ โอกาสเสียมีน้อยและต้นทุนถูกกว่าดิสก์เกตต์
มากการบันทึกข้อมูลลงในแผ่นซีดีรอมแกติแล้วต้องใช้เครื่องมือเฉพาะซึ่งมีราคาแพง
แต่ในปัจจุบันนี้มีแผ่นซีดีรอมที่สามารถ บันทึกและอ่านข้อมูลได้
เรียกว่า ซีดีอาร์ ( CD-R หรือ CD Recordable) ซึ่งสามารถนำซีดีรอมไดร์ฟชนิดใดก็ได้อ่านข้อมูล
ในแผ่นซีดีนั้น ทำให้เหมาะกับการนำมาจัดเก็บซอฟต์แวร์ทางด้านมัลติมีเดีย(multimedia)
โดยการบันทึกข้อมูลวงบนแผ่น ซีดีอาร์สามาระเก็บข้อมูลได้ประมาณ
600 เมกะไบต์ในหนึ่งแผ่น (ถ้าเก็บข้อมูลนั้นในฟลอปปีดิสก์จะต้องใช้หลายร้อยแผ่น)
แผ่นซีดีอาร์มีลักาณะเหมือนแผ่นซีดีทั่ว ๆ ไปต่างกันที่สีเท่านั้นโดยแผ่นซีดดีอาร์ที่สามารถบันทึกได้นั้นมีสีทาองต่าสงกับแผ่น
ซีดีธรรมดาที่มีสีเงินการบันทึกแผ่นซีดีอาร์จะต้องใช้ซีดีอาร์ไดร์ฟ
(CD-R drive) ซึ่งสามารถอ่านแผ่นซีดีปกติได้ด้วย
แต่จะ มีราคาสูงกว่าซีดีรอมไดร์ฟปกติมาก ซีดีอาร์ไดร์ฟสามารถบันทึกแผ่นซีดีอาร์ให้เป็นได้ทั้งซีดีรอมหรือ
ซีดีเพลง (audio CD) นิยมนำมาใช้บันทึกเป็น แผ่นต้นฉบับ
(master) เพื่อนำไปผลิตแผ่นซีดีจำนวนมาก ๆ ต่อไป
จากเวปไซต์
www.panithatyai.ac.th
กลับเมนู
5. โครงสร้างกายภาพของแผ่น CD
ROM
แผ่นซีดีรอมมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกแบนกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
4.75 นิ้ว หรือ เซนติเมตร ความหนา 1.2 มิลลิเมตร
และมีรูตรงกลางเรียกว่า Hub ขนาด 15 มิลลิเมตร
น้ำหนักประมาณ 14 กรัม
แผ่นซีดีรอมเป็นแผ่นที่ทำมาเพื่อใช้ได้ตลอดไป
จึงต้องทำด้วยวัสดุที่ทนทานและมีคุณภาพสูง ลักษณะแผ่นจะประกอบด้วยชั้นวัสดุหลายชั้นประกบติดกันดังนี้
ชั้นล่าง เป็นชั้นหนาสุดทำด้วยพลาสติก
poly carbonate ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดเดียวที่ใช้ทำกระจกกันกระสุน
ชั้นที่ 2 เป็นชั้นของการบันทึกซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมเล็กๆ
เรียกว่า หลุม (pits) หลุมเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก
มีความลึกประมาณ 1/1000 ของชั้นพลาสติกเท่านั้น
ชั้นที่ 3 ซึ่งอยู่เหนือชั้น pits
จะเป็นชั้นบางๆ ของโลหะเคลือบอยู่เรียกว่า Evaparated
Reflective Metal Layer โลหะนี้จะทำให้แผ่นซีดีมีสีเงินสะท้อนแวววาวส่วนมากแล้วโลหะที่ใช้จะเป็นอะลูมิเนียม
มีผู้ผลิตบางรายใช้โลหะผสม จึงทำแผ่นเป็นสีทองหรืออาจจะใช้ทองจริงๆ
เคลือบก็ได้ ถึงแม้ว่าชั้นเคลือบนี้จะบางมากแต่ก็หนาพอที่จะสะท้อนแสงเลเซอร์ที่ฉายมา
และส่งกลับไปยังหน่วยขับเพื่อให้อ่านข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
ชั้นที่ 4 เป็นชั้นปิดผลึก ทำด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันการขูดขีดต่างๆ
เรียกว่า Plastic Protective Coating
ชั้นบนสุด เป็นชื่อแผ่นหรือข้อความกำกับแผ่นโดยการทำซิลค์สกรีนลงบนชั้นปิดผลึกนั้น
กลับเมนู
6. การผลิตแผ่นซีดี
แผ่นซีดีในรูปแบบของซีดีรอม แผ่นเพลงซีดี
หรือ แผ่นซีดีอื่นๆ จะมีกระบวนการผลิตที่เหมือนกันทุกประการดังมีขั้นตอนการผลิตดังนี้
1. หลังจากที่มีการแปลงรูปแบบข้อมูลที่จะบันทึกเสร็จเรียบแล้ว
การผลิตแผ่นจะเริ่มด้วยการทำแผ่นหลักที่เริ่มด้วยแก้ว
( glass master) และเคลือบให้เสมอกันด้วยสารประกอบที่ไวต่อแสงเรียกว่า
photo resist ต่อจากนั้นข้อมูลจะถูกบันทึกด้วยแสงเลเซอร์ลงบนแผ่นหลักนี้
แสงเลเซอร์จะเขียนรูปแบบแผ่นตามข้อมูลที่มีอยู่ รูปแบบนี้ถูกบรรจุอยู่ในร่องเดี่ยวที่ขดเป็นรูปก้นหอยในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาและเริ่มจากส่วนกลางของแผ่น
2. ส่วนของแก้วที่ถูกแสงเลเซอร์ยิงจะถูกเซาะออกไปเพื่อให้เกิดเป็นแอ่งเล็กๆ
แยกออกจากส่วนเรียบของแผ่น ส่วนที่เป็นจะเรียกว่า
หลุม (pits) และส่วนเรียบจะเรียกว่า พื้น (land)
ซึ่งมีอยู่สลับกันทุกเนื้อที่ที่มีการบันทึกข้อมูลอยู่
ต่อจากนั้นแผ่นหลังจะถูกชุบด้วยนิเกิล ( ธาตุโลหะแข็งสีเงิน)
ซึ่งเป็นกระบวนการชุบด้วยไฟฟ้าเรียกว่า electoform
เพื่อทำให้แผ่นโลหะชั้นบนอีกแผ่นหนึ่งเรียกว่า แผ่นพ่อ
(metal father) แยกต่างหากจากแผ่นหลักแผ่นเดิม
3. แผ่นพ่อจะมีสภาพเป็น แผ่นกด(stamper)
หรือแผ่นแบบ เนื่องจากเป็นที่ใช้สำหรับผลิตแผ่นสำเนาจำนวนมากออกมาด้วยการกดลงก้อนพลาสติกที่เรียกว่า
Polycarbonate
4. แผ่นสำเนาจะถูกเคลือบด้วยโลหะสะท้อนแสง(reflective
metal) เพื่อเคลือบหลุมบนแผ่นก้อนแล้วจึงเคลือบด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันรอยขูดขีดต่างๆ
5. ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการทำซิสค์สกรีนเพื่อใส่ชื่อแผ่นและบรรจุลงกล่องหรือซอง
กลับเมนู
7. การอ่านข้อมูลบนแผ่นซีดีรอม
ข้อมูลที่บันทึกบนแผ่นซีดีรอม
จะอยู่ในด้านล่างของแผ่น เมื่อนำแผ่นซีดีรอมหรือแผ่นเพลงซีดีมาใส่ในหน่วยขับจึงต้องใส่ด้านที่มีป้ายฉลากแผ่นหงายขึ้นด้านบน
หลังจากใช้คำที่อ่านข้อมูลแล้วหน่วยขับจะมีการทำงานตามลำดับขั้นตอนดังนี้
1. มิเตอร์ของหน่วยขับจะหมุนแผ่นซีดีที่อยู่บนแกนหมุน
2. ในขณะเดียวกัน เลื่อนซึ่งบรรจุหัวอ่านแสงของหน่วยขับจะเคลื่อนไปเล็งบนร่องแผ่น
3. หัวอ่านแสงจะยิงแสงจากที่รวมแสงเลเซอร์ผ่านจุดเลนส์ไปยังแผ่นซีดี
4. ข้อมูลบนแผ่นซีดีจะเกิดหลุมที่อยู่บนแผ่น photosensitive
detector ในหัวอ่านแสงจะวัดความเข้มของแสงที่สะท้อนออกมา
แสงสะท้อนเหล่านี้จะมีความหนาแน่นแตกต่างกันเมื่อตกไปกระทบ
หลุม และ พื้น เหล่านั้น ถ้าแสงตกกระทบที่หลุมจะมีแสงสะท้อนที่กระจายทำให้สัญญาณอ่อนแต่ถ้าแสงตกกระทบที่พื้นสะท้อนกลับไปในทิศทางเดิม
และมีความเข้มของแสงมากกว่าที่ตกบนหลุมแสงสะท้อนที่มีความอ่อนหรือเข้มนี้จะแกว่งไปมาสลับกัน
เมื่อหัวอ่านแสง อ่านความเปลี่ยนแปลงที่หลุมจะแปลงสัญญาณดิจิทัลในรูปของ
1 แต่ถ้าอ่านที่พื้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและแปลงสัญญาณดิจิทัลในรูปของ
0 เครื่องคอมพิวเตอร์จะแปล 1 และ 0 เหล่านี้ให้เป็นข้อมูลของเสียง
ตัวอักษร หรือภาพปรากฏบนจอมอนิเตอร์ โดยก่อนที่มีการแปลข้อมูลนั้นจะต้องผ่านกระบวนการตรวจหาและแก้ไขข้อผิดพลาดเสียก่อนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอน
กลับเมนู
8. วิธีการวางข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลในแผ่นซีดี
สาเหตุที่การเข้าถึงข้อมูลของซีดีรอม
ทำได้ช้ากว่าหน่วยขับของฮาร์ดดิสค์ เนื่องจากวิธีการบันทึกและวางข้อมูลบนแผ่น
รวมถึงวิธีการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยขับด้วย จากแผ่นแม่เหล็กในทักษะของฮาร์ดดิสค์และแผ่นดิสค์เก็ต
จะมีการวางข้อมูลแบบ CAV จึงทำให้แผ่นซีดีรอมสามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่าฮาร์ดดิสค์และแผ่นดิสค์ที่มีขนาดเดียวกัน
การวางข้อมูลแบบ CAV
ลักษณะของจานบันทึกแม่เหล็กจะถูกแบ่งเป็นแทรกที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน
แต่ละแทรกจะแบ่งเป็นเซกเตอร์ จำนวนเท่าๆกันเพื่อบรรจุข้อมูล
ข้อมูลไฟล์หนึ่งสามารถบรรจุลงในหนึ่งแทรกหรือหลายๆแทรกเพื่อให้สามารถเพิ่มเติมหรือลบข้อมูลได้
ถ้ามีการคัดลอก ไฟล์ใหม่ลงในแผ่นจานบันทึกและไม่มีเนื้อที่ว่างใหญ่พอที่จะบรรจุไฟล์นั้นจนหมด
ข้อมูลในไฟล์นั้นก็จะถูกบันทึกลงในว่างต่างๆกันตามวิธีการจัดการบันทึกข้อมูลของไฟล์(file
allocation table : FAT) ซึ่งเป็นตารางบอกตำแหน่งต่างๆของไฟล์นั้น
กระบวนการในการบันทึกส่วนต่างๆ กันนี้เรียกว่า การกระจัดกระจายของไฟล์
(File fragmention)
ครั้งต่อไปเมื่อมีการเรียกใช้ไฟล์นั้น
FAT จะทราบว่าส่วนต่างๆของไฟล์อยู่ในตำแหน่งใดบ้าง
เมื่ออ่านไฟล์หัวอ่านจะตรงไปยังร่องที่บรรจุข้อมูลนั้นอยู่และหยุดนิ่งให้ข้อมูลผ่านไปข้างใต้หัวอ่านโดยที่จานบันทึกแม่เหล็กจะหมุนคงที่ในอัตราความเร็วที่มีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างการค้นหา
อ่านและเขียน วิธีการนี้เรียกว่า Constant Angular
Velocity : CAV ด้วยเหตุที่รอบนอกของจานบันทึกที่มีส่วนวงที่มีปริมาณความจุหนาแน่นน้อยกว่าส่วนกลาง
ข้อมูลที่บันทึกอยู่ส่วนรอบนอกจึงอ่านได้ช้ากว่าข้อมูลที่อยู่ส่วนกลางแผน
และเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วของการหมุนจึงทำให้ทราบตำแหน่งต่างๆของร่องได้ล่วงหน้า
ดังนั้นการเคลื่อนที่จากส่วนหนึ่งของแผ่นไปยังอีกส่วนหนึ่งจึงทำได้รวดเร็วมาก
การวางข้อมูลแบบCLV
จานบันทึกข้อมูลของแผ่นซีดีรอม
มีการบันทึกและวางข้อมูลในลักษณะของแทรกที่ต่อกันยาวเป็นรูปก้นหอยเพียงร่องเดียว
โดยแบ่งแทรกออกเป็นเซกเตอร์ที่มีขนาดเท่าๆกันและมีความหนาแน่นเท่ากัน
จะไม่มีการบันทึกไฟล์ในตำแหน่งต่างๆแบบไม่ติดต่อกัน
แต่จะบันทึกอยู่ในส่วนเซกเตอร์ที่ต่อเนื่องกันภายในแทรกเดียวกันเรียกว่า
Continuous Sector การบันทึกเช่นนี้ทำให้ใช้เนื้อที่อย่างคุ้มค่าจึงทำให้ซีดีรอมบรรจุข้อมูลได้มากกว่าฮาร์ดดิสค์
หน่วยขับของซีดีรอม มีการหมุนแผ่นซีดีรอมในอัตราที่แตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหน่วยอ่าน
ถ้าหัวอ่านอยู่ที่ส่วนในของแผ่นจะมีความ เร็วในการหมุนในอัตรา
530 รอบต่อนาทีและค่อยๆลดความเร็วลงไปเรื่อยๆจนถึงส่วนนอกของแผ่นจะหมุนในอัตรา
260 รอบต่อนาที ข้อมูลจะถูกอ่านจากแผ่นด้วยความเร็วคงที่
(ประมาณ 1.3 เมตรในวินาที) ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของแผ่น
จึงทำเรียกวิธีการนี้ว่า Constant Linear Velocity
: CLV ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของไฟล์จะเก็บอยู่ในตารางทางดินสารระบบ
(path table) และตารางสารระบบ (dircetory teble)
ตารางเหล่านี้ถูกสร้างมาตั้งแต่เริ่มแรกและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตารางเดินสารระบบบรรจุไฟล์จะเก็บข้อมูลสารระบบในรูปแบบคล้ายต้นไม้
และตารางสารระบบบรรจุที่อยู่ของแต่ละสารระบบในดรรชนี
เมื่ออ่านไฟล์ หัวอ่านจะพุ่งไปยังตำแหน่งของข้อมูล
มีการกำหนดตำแหน่งตัวเองภายในร่องและโฟกัสแสงเพื่ออ่านข้อมูล
อัตราการหมุนของแผ่นจะช้าลงหรือเร็วขึ้นแล้วแต่กรณีจึงทำให้หน่วยขับซีดีรอมใช้เวลานานกว่าหน่วยขับฮาร์ดดิสค์
ในการค้นหาข้อมูล ในขณะที่ฮาร์ดดิสค์บรรจุแทรกเป็นวงกลมเพียงจำนวนหลายร้อยแทรกต่อนิ้วแต่แผ่นซีดีรอมบรรจุได้ถึง
16.000 แทรกต่อนิ้ว เมื่อหัวอ่านแสงของซีดีรอมอ่านต่อเซกเตอร์ที่ต่อเนื่องกัน
หัวอ่านจะเคลื่อนจากศูนย์กลางไปโฟกัสภายในแทรกเมื่อมีข้อมูลผ่านมา
อัตราการหมุนของแผ่นจะลดลงอย่างช้าๆ เมื่อหัวอ่านแสงเคลื่อนออกไปสู่ส่วนนอกของแผ่น
วิธีการที่หน่วยขับซีดีรอมสืบค้นข้อมูลจากแผ่นทำให้ตำแหน่งของไฟล์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินการบรรจุไฟล์
โดยดูถึงความสำคัญและความเกี่ยวข้องของไฟล์ ไฟล์ที่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของแผ่นสามารถเข้าถึงได้เร็วกว่าไฟล์ที่อยู่รอบนอก
ไฟล์เกี่ยวข้องกันจึงควรจัดให้อยู่ใกล้กันเพื่อลดเวลาการค้นหา
ไฟล์ที่เกี่ยวกับการติดตั้ง (installation files)
ควรอยู่ปลายสุดของแทรกเนื่องจากเป็นไฟล์ที่ใช้งานเพียงครั้งเดียว
เมื่อเริ่มใช้แผ่นซีดีรอม กระบวนการบรรจุไฟล์ดังกล่าวเรียกว่า
optimization หมายถึง วิธีการจัดไฟล์ลงบนแผ่นเพื่อให้การสืบค้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าซีดีรอมจะไม่เป็นสิ่งที่มาแทนที่ฮาร์ดดิสค์และจานบันทึกแม่เหล็กก็ตาม
แต่ซีดีรอมจะเป็นสิ่งที่มาเพิ่มประสิทธิภาพของการบันทึกข้อมูลอย่างแน่นอน
เพราะสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของการใช้ซีดีรอมในรูปของสื่อบันทึก
คือ ข้อมูลที่บันทึกไว้จะคงอยู่ทนตลอดไปไม่มีการสูญหายไปได้
กลับเมนู
9.
รูปแบบของการเก็บข้อมูลในแผ่นซีดีี
การบันทึกข้อมูลจะจัดให้ส่วนลงในแต่ละเซกเตอร์มีขนาด
2,352 ไบต์ เรียกว่า block หรือ package ซึ่งประกอบด้วย
6 เขตข้อมูล (fieds) คือ
1. synch มีขนาด 12 Bytes เป็นส่วนเชื่อมโยงส่วนวงของแต่ละไฟล์
2. Sector ID มีขนาด 4 Bytes เป็นส่วนที่บอกเลขที่ของส่วนวง
3. User Data มีขนาด 2048 Bytes
เป็นส่วนที่ว่างไว้
4. Error Detection Code : EDC
มีขนาด 4 Bytes เป็นส่วนที่ตรวจสอบหาข้อผิดพลาด
5. Null มีขนาด 8 Bytes เป็นส่วนที่ว่างไว้
6.Error Correction Code : EDC
มีขนาด 276 Bytes เป็นส่วนที่แก้ไขส่วนที่แก้ไขข้อผิดพลาด
12 bytes
synch
4 bytes
sector ID
2048. bytes
User Data
4 bytes
ECD
8 bytes
Nall
276bytes
ECC
กลับเมนู
10. การจัด Pattern ของข้อมูลลงแผ่น
CD-ROM
การอ่านข้อมูลแต่ละครั้งในซีดีรอม
จะมีการอ่านเป็นรหัสเลขฐานสอง (Bin code) เท่านั้น
กล่าวคือจะอ่านได้รหัส 0 และ 1 ซึ่งอ่านค่าได้ 1
ได้มาจากการที่แสงเลเซอร์เริ่มอ่านจากหลุม ไปเจอพื้นที่และกลับไปเจอหลุมอีกที
หนึ่งรอบการทำงานนี้จะได้ค่า 1 ส่วนค่า 0 ได้จากจำนวนช่วงเวลาที่แสงเลเซอร์อยู่ช่วงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่า
นั้นหมายถึงว่าช่วงเวลาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่ามาก
ก็จำทำให้ได้ค่า 0 หลายตัว พิจารณาการอ่านค่าดังกล่าวข้างต้น
ค่าที่ได้มาแต่ละค่าจะไม่มีค่า 1 ติดกันเลย ค่า 1
จะขั้นด้วยค่า 0 มากกว่าหนึ่งเสมอ ดังนั้นค่าที่ต้องการจริงใน
1 ไบต์ ซึ่งมีจำนวน 8 บิต นั้นก็จะไม่ได้ค่าที่ถูกต้องตามต้องการได้เลย
ในการทำงานตัวควบคุม (controller) ของซีดีรอมจึงมีวิธีการที่เรียกว่าอีเอฟเอ็ม
(eight to fourteen modulation : EFM) ซึ่งเป็นวิธีการออกแบบถอดรหัสหนึ่งซึ่งอ่านค่าจากซีดีรอมจำนวน
14 บิต แล้วถอดรหัสออกเป็นรหัส 8 บิต ดังตารางการถอดรหัสดังต่อไปนี้
ในการทำงานตัวควบคุมการทำงานของซีดีรอมจำนวน
14 บิต แล้วทำการถอดรหัส ได้รหัสจำนวน 8 บิต ซึ่งเป็นรหัสที่ถูกต้องและลดความผิดพลาดลง
จึงสามารถนำมาให้เป็นข้อมูลประกอบการประมวลผลได้อย่างถูกต้อง
กลับเมนู
11. มาตรฐานแผ่น cd
แผ่น cd ที่เราใช้ ๆ กันอยู่ทุกวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเพลง แผ่นโปรแกรม แผ่นหนัง จะต้องมีมาตรฐานเพื่อให้สามารถนำแผ่นนั้นมาใช้งานได้
และต่อไปนี้คือมาตรฐาน
ของแผ่นรูปแบบต่าง ๆ ที่เคยมีการสร้างมาตรฐานกันขึ้นมา
1. Yellow Book
มาตรฐานนี้กำหนดขึ้นในปี 1984 สำหรับเป็นมาตรฐานซีดีข้อมูลที่ใช้เก็บข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์
(cd-rom) โดยจะมีการระบุรายละเอียดทางกายภาพของแผ่น
ซึ่งด้านกายภาพของ Yellow Book นี้จะเหมือนกับ Red
Book ทุกอย่างแต่จะมีการเพิ่มในเรื่องโครงสร้างของข้อมูลในรูปแบบ
sector และเรื่อง ECC กับ EDC
2. cd-rom xa เป็นส่วนที่เพิ่มเติมมาจาก
Yellow Book โดยรูปแบบขอแผ่นจะประกอบด้วย Q channel
และ sector mode 2 (มีการใช้intreleave ในขณะที่
Mode 1 จะไม่มี ) มีพื้นฐานข้อมูลตาม ISO 9660
และมี audio แบบ ADPCM ระดับ B และ C
3. Green เป็นมาตรฐานของ cd
interactive (cd-i ) โดยข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบ
ISO 9660 มี audio แบบ ADPCM ระดับ A,B และ C
โดยแผ่น CD i จะสามารถเก็บ audio ความยาวถึง
19 ชั่วโมง หรอภาพนิ่ง 7500 ภาพ หรือไฟล์หนัง
MPEG 72 นาที
4. Orang Book เป็นมาตรฐานของ
cd-recordable ที่ใช้ mulitsession โดยในส่วนแรกของ
orange book จะกล่าวถึง CD-MO (magneto optical
) ส่วนที่สองกล่าวถึง cd-wo(write once) และส่วนที่สามกล่าวถึง
cd-rw (rewitale)
5. white book เป็นมาตรฐานสำหรับ
VideoCD ที่กำหนดขึ้นในปี 1993 ใช้การเก็บข้อมูลในรูปแบบ
ISO 9660 บรรจุข้อมูล audio/video MPEG 1 (ISO
IEC 11172) ได้ถึง 70 นาที แผ่น VideoCD จะประกอบด้วย
track แรกในมาตรฐาน CD-ROM XA Mode 2 Form 2
ISO 9660 เก็บข้อมูล CD-i และข้อมูลเกี่ยวกับตัวแผ่น
VideoCD เอง และตัว VideoCD จะอยู่ใน track ถัดไปใน
session เดียวกัน และ session นั้นจะต้องถูก
close หลังจากที่ทุก track ได้ถูกบันทึกไปแล้ว
6. Blue Book เป็นมาตรฐานของ
Enhanced Music CD หร??อที่ เรียกกันว่า CDExtra,CDPlus
โดยแผ่นชน??ดนี้ จะมีการเก็บข้อมูลที่สามารถนำไปเล่นได้ในเคร่องเล่น
CD Audio ปกต?ได้แผ่น CD จะประกอบด้วย 2 session
สำหรับ audio และ data ในรูปแบบ ISO 9660 โดยใน
session แรกจะเป็นเหม?อน audio CD ปกติ และใน
session ที่สองจะเป็นการเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ
เช่น ไฟล์ภาพ หร?อไฟล?ว?ดีโอ
7. CDi Bridge มาตรฐานสำหรับแผ่นที่ใช้กับเครื่อง
CDi และเคร?องอ่านในระบบอื่น เช่น บน PC โดยระบุว่ารูปแบบของแผ่น
CDi จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน CDROM XA ในรูปแบบ
ISO 9660 และตัวโปรแกรม CDi จะจัดเก็บไว้ใน
CDdirectory Audio จะเป็นแบบ ADPCM และ MPEG
ส่วน video จะต้องเข้าตามมาตรฐาน CDi และ CDROM
XA ในตอนแรกทาง Philips ได้ใส่ MPEG1 ไว้ใน
Green Book ที่เป็นมาตรฐานที่ตั้งเพื่อให้ใช้กับเครื่องเล่น
CDi แต่ในภายหลังได้แยก MPEG-1 ออกมาเป็น Write
Book (VCD) แทน ทำให้เครื่องเล่นทุกเครื่องที่ได้มาตรฐาน
CD-i สามาตรฐานเล่นแผ่น CD Write Book ได้
8. Photo CD
เป็นมาตรฐานของ Kodak และ Philips โดยอ้างอิงจาก
CD-i Bridge ซึ่งบรรจุ index table , volume descriptor,
data area, subcode Q-channel และ CD-DA clips ไว้ด้วย
9. ISO 9660 เป็นมาตรฐานที่ระบุว่า
ตัว data นั้น จะถูกจัดเก็บอย่างไร และถูกอ่านอย่างไร
เดิมทีเป็นของ High Sierra Group และได้รับการยอมรับจาก
International Standards Organisation ในชื่อ
ISO 9660 มี Level คือ
Level 1 ISO 9660 จัดเก็บชื่อแบบ
8+3 เหมือนใน MS-DOS (ชื่อไฟล์ 8 ตัว จุดและนามสกุล
3 ตัว)ตัวหนังสือที่ใช้มีตั้งแต่ A-Z,0-9, .,_ โดยตัวหนังสือจะเป็นตัวใหญ่หมดและมีระดับ
directory ได้สูงสุด 8 ระดับ
Level 2 ISO 9660 ยอมให้มีการใช้ชื่อไฟล์ได้ยาวขึ้น
แต่ไม่สามารถอ่านได้ใน MS-DOS
Level 3 ISO 9660 เป็นรูปแบบสำหรับ
Packet Writing ซึ่งเป็นการเขียนข้อมูลที่ได้ต่อเนื่องกันลงใน
track เดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีส่วนเพิ่มเติมสำหรับ
ISO 9660 ซึ่งได้แก่
Joliet ของ Microsoft เป็นรูปแบบที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
Level 1 ISO 9660 เพื่อให้รองรับการใช้ long
file name ที่มีใช้ใน Windos 95 และ Windos รุ่นใหม่
รวมไปถึงการรองรับ Unicode internationel character
set โดยมาตรฐาน Joliet จะใช้ชื่อไฟล์ได้ถึง 64
ตัว (รวมช่องว่างด้วย)
Rock Ridge Interchange
Protocol (RRIP) เป็นส่วนเพิ่มเติมสำหรับ ISO 9660
เพื่อรองรับคุณสมบัติเหมือนใน Unix เช่น ชื่อไฟล์ที่มีตัวอักษรใหญ่/เล็ก,
สัญลักษณ์ และ driectory หลายๆชั้น
จากเวปไซต์
http://202.29.7.2/teacher/daungkaew/data/unit2/cd.htm
กลับเมนู
|